โคมไฟระย้า หรือ แชนเดอเลียร์ (chandelier)

เมื่อเราพูดถึงโคมไฟระย้า (chandelier) เราจะนึกถึงโคมไฟขนาดใหญ่ที่ห้อยลงมาจากฝ้าเพดานกลางห้อง มีคริสตัลประทับชิ้นเล็กชิ้นน้อย ดูหรูหรา อลังการ ราคาแพงมหาศาล สำหรับโคมไฟระย้า (chandelier) มีประวัติเก่าแก่ยาวนาน โดยเริ่มในยุโรปตั้งแต่ก่อนศตวรรษที่ 6

คำว่า “chandelier” เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลเป็นอังกฤษว่า”candleholder” หมายถึง เชิงเทียน ที่แขวนลงมาจากเพดาน โคมไฟระย้า (chandelier) ในยุคแรกทำจากไม้รูปกากบาทอย่างง่ายๆ มีเหล็กแหลมไว้ปักเทียนข้างบน ซึ่งแรกเริ่มเดิมที ใช้ในสถานที่ใหญ่ๆ ที่สำคัญต่างๆ เช่นโบสถ์ วิหาร คฤหาสน์ของเศรษฐี และในพระราชวัง ที่มักจะมีปัญหาเรื่องของแสงสว่างไม่พอ ทำใช้งานในตอนกลางคืนได้ไม่ดี จะใช้แค่เทียนไขที่ติดไว้ตามผนัง ตรงส่วนกลางๆ ก็จะมืด จึงได้มีการคิดค้นชุดอุปกรณ์สำหรับวางแหล่งกำเนิดแสงแบบต่างๆ จำนวนหลายๆ ชิ้น มารวมกันเพื่อเพิ่มความสว่าง ให้ห้อยลงมาจากกลางเพดาน  มักจะทำจากโลหะ โดยมีชื่อเรียกว่า Polycandelon ซึ่งว่ากันว่าเป็นต้นฉบับของโคมไฟระย้า (chandelier)

และเมื่อโคมไฟระย้า (chandelier) ช่วยแก้ปัญหาเรื่องแสงสว่างด้วยวิธีนี้ได้ผลดี สำหรับอาคารใหญ่ๆ จึงมีการดัดแปลงให้โคมไฟระย้า (chandelier) สามารถนำมาใช้กับอาคารที่มีขนาดย่อมลงมาด้วย โดยมีการพัฒนาโคมไฟระย้า (chandelier) โดยนำโลหะมาดัดจนมีลวดลายสวยงามประณีตอ่อนช้อย นอกจากจะแสดงถึงฐานะทางการเงินของเจ้าของบ้านที่มีแสงสว่างยามค่ำคืนในยุคนั้นแล้ว เสน่ห์ของโคมไฟระย้า (chandelier) แบบดั้งเดิมอยู่ที่แสงเทียนและเงาที่เกิดจากลวดลายของโคมไฟระย้า (chandelier)

การนำกระจก แผ่นทองแดง และหินคริสตัลมาห้อยบนโคมไฟระย้า (chandelier) ในยุคหลังๆทำให้มีแสงระยิบระยับมากขึ้น แต่หินคริสตัลหายากและราคาแพง ในปี1676 ช่างทำแก้วชาวอังกฤษจึงได้คิดค้นนำแก้วมาผสมกับสารตะกั่ว (lead oxide) แล้วเจียรจนมีประกายงดงามมากกว่าหินคริสตัล ในช่วงปี 1700 โคมไฟระย้า (chandelier) เริ่มมีรูปทรงอ่อนช้อยมากขึ้น เมื่อมีการนำแก้วเป่ามาใช้ประดับโคมไฟระย้า (chandelier) จากประเทศอิตาลีที่เรียกว่าสไตล์เวเนเชียน (Venetian Style)

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ความนิยมของโคมไฟระย้า (chandelier) ก็มากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ มนุษย์เราชอบความสว่างมากกว่าความมืด ดังนั้น ทุกคนที่มีเงินพอก็จะพยายามติดตั้งโคมไฟระย้า (chandelier) นี้ไว้ในบ้าน เพราะนอกจากจะให้ความสว่างที่มากกว่าโคมชนิดอื่นแล้ว ยังสามารถใช้เป็นเครื่องประดับได้ เพราะมีบรรดาผู้ขายโคมไฟต่างๆ ก็พากันประดับประดาโคมไฟระย้า (chandelier) เป็นสินค้ายอดนิยม และด้วยสารพัดของมีค่า ตั้งแต่ กระจกเงาธรรมดา โลหะชนิดต่างๆ และแก้วหินคริสตัลที่หายาก รวมทั้งกระจกสีที่เป่าขึ้นมาโดยช่างฝีมือจากเกาะบูราโน ในเมืองเวนิส ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 18 ทำให้โคมไฟระย้า (chandelier) เป็นที่นิยมชมชอบมากขึ้น

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก็มีนาย Daniel Swarovsky จากออสเตรียได้คิดค้นเครื่องเจียรนัยเพชรพลอยรุ่นใหม่ ทำให้ได้อัญมณีคุณภาพสูง และได้นำมาประยุกต์ใช้กับการเจียรนัยแก้วคริสตัลเพื่อประกอบกับโคมไฟระย้า (chandelier) รุ่นใหม่ๆ ให้มีราคามากขึ้น และนอกจากนี้ เขายังได้พัฒนาการหลอมแก้วปรอท (Leaded Glass) ให้มีความใสบริสุทธ์จนนำมาใช้แทนแก้วหินคริสตัลของเดิมได้อีกด้วย

โคมไฟระย้า (chandelier)

จากนั้น วิวัฒนาการของโคมไฟระย้า (chandelier) ก็ได้เปลี่ยนจากการใช้เทียนไขธรรมดา มาเป็นหลอดไฟ และมีรูปร่างที่หลากหลายมากขึ้น จนถึงปัจจุบัน และแม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้เทียนไขเป็นแหล่งกำเนิดแสงของโคมชนิดนี้แล้ว แต่เราก็ยังคงเรียกโคมไฟแสนสวย ที่แขวนลงมาจากเพดานว่า โคมไฟระย้า (chandelier)

ในปัจจุบัน มีนักออกแบบมากมายที่พยายามออกแบบโคมไฟระย้า (chandelier) ให้สวยแปลกตาออกไปเรื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา กระแสความนิยมของโคมไฟระย้า (chandelier) กลับมาพร้อมกับการใส่สีลงไปบนแก้ว เป็นสีสันของการตกแต่งยุคปัจจุบันบวกกับรูปทรงและลวดลายหรูหราของโคมไฟระย้า (chandelier) ในอดีต แม้กระทั่งสีดำที่อาจจะดูไม่เข้าท่าในสมัยก่อน แต่ตอนนี้กลับดูสวยแปลกตาดี เหมาะกับการตกแต่งแนววินเทจ แนวโบฮีเมีย และ Classic-Chic ซึ่งเน้นการดึงลวดลายเก่าและใหม่มาผสมผสานกัน