'

Call Center : 02-333-6232-3 

โคมไฟระย้า

โคมไฟระย้า รวมทิปส์

1.โคมไฟระย้า คืออะไรมีความเป็นมาอย่างไร?

โคมระย้า หรือ แชนเดอเลียร์ (chandelier) เป็นชื่อเรียกลักษณะของโคมไฟตกแต่งที่แขวนบนเพดาน ซึ่งปัจจุบันโดยทั่วไปจะพบโคมไฟระย้าลักษณะนี้ ตามห้องโถงของสถานที่หรูหรา เช่น โรงแรม หรือ บ้านคนมีฐานะดี โบถส์ วิหาร สถานที่สำคัญ

คำว่า chandelier มาจากไหน?

คำว่า “chandelier” เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลเป็นอังกฤษว่า “candleholder” ซึ่งก็คือเชิงเทียนที่แขวนลงมาจากเพดาน แชนเดอเลียร์ในยุคแรกทำจากไม้รูปกากบาทอย่างง่ายๆ มีเหล็กแหลมไว้ปักเทียนข้างบน ใช้ในโบสถ์ทั่วยุโรป และในคฤหาสน์ของเศรษฐี ต่อมามีการพัฒนาโดยนำโลหะมาดัดจนมีลวดลายสวยงามประณีตอ่อนช้อย นอกจากโคมไฟระย้าจะแสดงถึงฐานะทางการเงินของเจ้าของบ้านที่มีแสงสว่างยามค่ำคืนในยุคนั้นแล้ว เสน่ห์ของแชนเดอเลียร์แบบดั้งเดิมอยู่ที่แสงเทียนและเงาที่เกิดจากลวดลายของแชนเดอเลียร์ โคมไฟระย้าได้รับความนิยมมากและได้ถูกทำในหลายแบบจนมีราคาถูกลงมาเรื่อยๆ และกลายมาเป็นโคมไฟระย้าในแบบที่มีราคาไม่แพงเป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน

 โคมไฟระย้า โคมไฟระย้า โคมไฟระย้า โคมไฟระย้า

เมื่อเราพูดถึงโคมไฟระย้า (chandelier) เราจะนึกถึงโคมไฟขนาดใหญ่ที่ห้อยลงมาจากฝ้าเพดานกลางห้อง มีคริสตัลประทับชิ้นเล็กชิ้นน้อย ดูหรูหรา อลังการ ราคาแพงมหาศาล สำหรับโคมไฟระย้า (chandelier) มีประวัติเก่าแก่ยาวนาน โดยเริ่มในยุโรปตั้งแต่ก่อนศตวรรษที่ 6

คำว่า “chandelier” เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลเป็นอังกฤษว่า”candleholder” หมายถึง เชิงเทียน ที่แขวนลงมาจากเพดาน โคมไฟระย้า (chandelier) ในยุคแรกทำจากไม้รูปกากบาทอย่างง่ายๆ มีเหล็กแหลมไว้ปักเทียนข้างบน ซึ่งแรกเริ่มเดิมที ใช้ในสถานที่ใหญ่ๆ ที่สำคัญต่างๆ เช่นโบสถ์ วิหาร คฤหาสน์ของเศรษฐี และในพระราชวัง ที่มักจะมีปัญหาเรื่องของแสงสว่างไม่พอ ทำใช้งานในตอนกลางคืนได้ไม่ดี จะใช้แค่เทียนไขที่ติดไว้ตามผนัง ตรงส่วนกลางๆ ก็จะมืด จึงได้มีการคิดค้นชุดอุปกรณ์สำหรับวางแหล่งกำเนิดแสงแบบต่างๆ จำนวนหลายๆ ชิ้น มารวมกันเพื่อเพิ่มความสว่าง ให้ห้อยลงมาจากกลางเพดาน  มักจะทำจากโลหะ โดยมีชื่อเรียกว่า Polycandelon ซึ่งว่ากันว่าเป็นต้นฉบับของโคมไฟระย้า (chandelier)

และเมื่อโคมไฟระย้า (chandelier) ช่วยแก้ปัญหาเรื่องแสงสว่างด้วยวิธีนี้ได้ผลดี สำหรับอาคารใหญ่ๆ จึงมีการดัดแปลงให้โคมไฟระย้า (chandelier) สามารถนำมาใช้กับอาคารที่มีขนาดย่อมลงมาด้วย โดยมีการพัฒนาโคมไฟระย้า (chandelier) โดยนำโลหะมาดัดจนมีลวดลายสวยงามประณีตอ่อนช้อย นอกจากจะแสดงถึงฐานะทางการเงินของเจ้าของบ้านที่มีแสงสว่างยามค่ำคืนในยุคนั้นแล้ว เสน่ห์ของโคมไฟระย้า (chandelier) แบบดั้งเดิมอยู่ที่แสงเทียนและเงาที่เกิดจากลวดลายของโคมไฟระย้า (chandelier)

การนำกระจก แผ่นทองแดง และหินคริสตัลมาห้อยบนโคมไฟระย้า (chandelier) ในยุคหลังๆทำให้มีแสงระยิบระยับมากขึ้น แต่หินคริสตัลหายากและราคาแพง ในปี1676 ช่างทำแก้วชาวอังกฤษจึงได้คิดค้นนำแก้วมาผสมกับสารตะกั่ว (lead oxide) แล้วเจียรจนมีประกายงดงามมากกว่าหินคริสตัล ในช่วงปี 1700 โคมไฟระย้า (chandelier) เริ่มมีรูปทรงอ่อนช้อยมากขึ้น เมื่อมีการนำแก้วเป่ามาใช้ประดับโคมไฟระย้า (chandelier) จากประเทศอิตาลีที่เรียกว่าสไตล์เวเนเชียน (Venetian Style)

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ความนิยมของโคมไฟระย้า (chandelier) ก็มากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ มนุษย์เราชอบความสว่างมากกว่าความมืด ดังนั้น ทุกคนที่มีเงินพอก็จะพยายามติดตั้งโคมไฟระย้า (chandelier) นี้ไว้ในบ้าน เพราะนอกจากจะให้ความสว่างที่มากกว่าโคมชนิดอื่นแล้ว ยังสามารถใช้เป็นเครื่องประดับได้ เพราะมีบรรดาผู้ขายโคมไฟต่างๆ ก็พากันประดับประดาโคมไฟระย้า (chandelier) เป็นสินค้ายอดนิยม และด้วยสารพัดของมีค่า ตั้งแต่ กระจกเงาธรรมดา โลหะชนิดต่างๆ และแก้วหินคริสตัลที่หายาก รวมทั้งกระจกสีที่เป่าขึ้นมาโดยช่างฝีมือจากเกาะบูราโน ในเมืองเวนิส ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 18 ทำให้โคมไฟระย้า (chandelier) เป็นที่นิยมชมชอบมากขึ้น

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก็มีนาย Daniel Swarovsky จากออสเตรียได้คิดค้นเครื่องเจียรนัยเพชรพลอยรุ่นใหม่ ทำให้ได้อัญมณีคุณภาพสูง และได้นำมาประยุกต์ใช้กับการเจียรนัยแก้วคริสตัลเพื่อประกอบกับโคมไฟระย้า (chandelier) รุ่นใหม่ๆ ให้มีราคามากขึ้น และนอกจากนี้ เขายังได้พัฒนาการหลอมแก้วปรอท (Leaded Glass) ให้มีความใสบริสุทธ์จนนำมาใช้แทนแก้วหินคริสตัลของเดิมได้อีกด้วย

โคมไฟระย้า (chandelier)

จากนั้น วิวัฒนาการของโคมไฟระย้า (chandelier) ก็ได้เปลี่ยนจากการใช้เทียนไขธรรมดา มาเป็นหลอดไฟ และมีรูปร่างที่หลากหลายมากขึ้น จนถึงปัจจุบัน และแม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้เทียนไขเป็นแหล่งกำเนิดแสงของโคมชนิดนี้แล้ว แต่เราก็ยังคงเรียกโคมไฟแสนสวย ที่แขวนลงมาจากเพดานว่า โคมไฟระย้า (chandelier)

ในปัจจุบัน มีนักออกแบบมากมายที่พยายามออกแบบโคมไฟระย้า (chandelier) ให้สวยแปลกตาออกไปเรื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา กระแสความนิยมของโคมไฟระย้า (chandelier) กลับมาพร้อมกับการใส่สีลงไปบนแก้ว เป็นสีสันของการตกแต่งยุคปัจจุบันบวกกับรูปทรงและลวดลายหรูหราของโคมไฟระย้า (chandelier) ในอดีต แม้กระทั่งสีดำที่อาจจะดูไม่เข้าท่าในสมัยก่อน แต่ตอนนี้กลับดูสวยแปลกตาดี เหมาะกับการตกแต่งแนววินเทจ แนวโบฮีเมีย และ Classic-Chic ซึ่งเน้นการดึงลวดลายเก่าและใหม่มาผสมผสานกัน

2.โคมไฟระย้า มีกี่แบบ แตกต่างกันอย่างไร

ปัจจุบันโคมไฟระย้าถูกทำขึ้นจากหลายวัตถุดิบ และหลายรูปแบบ จนทำให้ยากที่จะแบ่งว่ามีกี่แบบกี่ประเภท  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน โดยทั่วไปการเลือกใช้โคมไฟระย้า จะเลือกตามสไตน์การแต่งห้อง จึงนิยมเลือกใช้และเรียกกันตามแบบของการออกแบบ เช่น โคมไฟระย้าคลาสสิค โคมไฟระย้าโมเดิร์น โคมไฟระย้าLED เป็นต้น

13590447_1065747033516046_9040244208186607748_n

สมัยก่อน หากไปตามโรงแรมต่างๆ ที่มีห้องโถงกว้างๆ เรามักจะ เห็นแชนเดอร์เลียร์คริสตัลขนาดใหญ่ รูปทรง Classic เป็นเหมือนพระเอกประจำห้องประชุมเหล่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ แชนเดอร์เลียร์มีการพัฒนาทั้งรูปแบบ วัสดุ และขนาดมากขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัยด้วย โดยเราพอจะสรุปรูปแบบของแชนเดอร์เลียร์ที่นิยมนำมาตกแต่งได้ ดังนี้

แชนเดอร์เลียร์แบบ Classic   เป็นแชนเดอร์เลียร์รูปแบบดั่งเดิม เน้นสร้างความหรูหรา ภูมิฐาน ตัวแชนเดอร์เลียร์ประดับตกแต่งด้วยเม็ดคริสตัล และ นิยมลวดลายซับซ้อน ละเอียดอ่อน โครงหรือกิ่งก้านมักทำจากแก้ว เม็ดคริสตัลเมื่อกระทบกับแสงไฟจะส่งประกายระยิบระยับ นิยมเม็ดคริสตัลใส ส่วนมากจะใช้งานอยู่ตามตามโบสถ์สำคัญๆ ในต่างประเทศหรือสถานที่สำคัญๆ ในประวัติศาสตร์ เช่น พระราชวัง หรือ อาคารของรัฐบาล เป็นต้น

นอกจากกลุ่มแชนเดอร์เลียร์ คริสตัลแล้ว โคมไฟแชนเดอร์เลียร์ในกลุ่ม Classic ยังรวมไปถึงโคมไฟหิ่นอ่อน จำพวก Alabaster อีกด้วย ซึ่งโคมไฟกลุ่มนี้ จะให้อารมณ์ที่ออกเรียบ และ เย็นกว่า

แชนเดอร์เลียร์แบบ Comtemporary แชนเดอร์เลียร์ที่มีความร่วมสมัยมากขึ้น เป็นการผสมผสานกันระหว่างรูปแบบคลาสสิคกับรูปแบบในปัจจุบัน เราจึงได้เห็นวัสดุใหม่ๆ ถูกนำมาใช้กับแชนเดอร์เลียร์ เช่น ผ้า กระดาษสา เหล็กโครเมียม ทองเหลืองรมดำ แก้ว เขาหรือกระดูกสัตว์ แต่ก็อาจจะมีคริสตัลให้เห็นอยู่บ้าง ส่วนรูปทรงก็ค่อนมาทางเรียบๆ ไม่มีลวดลายซับซ้อนเท่ากับงาน classic โครงหรือกิ่งก้านจะเป็นโลหะ หรือวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ เขาหรือกระดูกสัตว์ ส่วนใหญ่แล้วเห็นได้ตามโถงโรงแรมหรูๆ หรือสถานที่ที่ตกแต่งในบรรยากาศร่วมสมัย

แชนเดอร์เลียร์ Modern Classic เป็นแชนเดอร์เลียร์ที่มีพื้นฐานมาจากแชนเดอร์เลียร์กลุ่ม classic เพิ่มเติมความทันสมัยด้วย วัสดุใหม่ๆ เช่น โครงหรือกิ่งก้านเป็นเหล็ก ตัวโคมที่ทำจากผ้า หรือแก้วเป่า เน้นความรู้สึกเรียบง่าย อบอุ่น แต่เริ่มมีสีสันมากขึ้น รูปทรงยังคงความอ่อนช้อยงดงามแบบ classic ถ้าเคยเข้าไปใช้บริการร้านค้าต่างๆ ที่ตกแต่งในสไตล์ boutique shop อย่างร้านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแถวๆ สยาม ก็จะเห็นแชนเดอร์เลียร์ประเภทนี้ตกแต่งอยู่ภายในร้าน

แชนเดอร์เลียร์ Modern แชนเดอร์เลียร์สมัยใหม่ที่เน้นความสวยงามแบบเรียบง่าย ไม่เหลือเค้าโครงแบบดั่งเดิมเลย ตกแต่งด้วยดวงโคมน้อยชิ้นเน้นรูปทรงเรขาคณิต ไม่โค้งมนมากนัก และจะไม่มีคริสตัลในแชนเดอร์เลียร์ประเภทนี้เลย แต่จะใช้วัสดุต่างๆ กันไปแล้วแต่ดีไซน์ เช่น เรซิ่น เหล็ก สเตนแลส และด้วยความที่รูปทรงเรียบง่ายก็เลยทำให้บางคนรู้สึกว่าดูแข็งเกินไป ไม่สวยงามนัก จึงเหมาะกับบ้านสไตล์โมเดิร์นเสียเป็นส่วนใหญ่

 

3.การติดตั้งและการเตรียมการเพื่อติดโคมไฟระย้า ต้องเตรียมอะไร

ค่าใช้จ่ายคิดอย่างไร?

โดยทั่วไปโคมไฟระย้าคิดราคาเป็นชิ้น เหมือนการซื้อเฟอร์นิเจอร์ปกติ แต่อาจจะมีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการติดตั้งโคมไฟระย้า เนื่องจากแต่ละชิ้นขึ้นอยู่กับโคมไฟระย้าแต่ละชิ้นว่าใช้การติดตั้งแบบไหน เราสามารถสอบถามได้กับร้านค้าที่ขายโคมไฟระย้าและขอคำแนะนำได้เลย บางแห่งอาจจะมีบรการติดตั้งให้ฟรี ดังนั้นเพื่อไม่พลาดโอกาส อย่าลืมถามคนขายก่อนซื้อโคมไฟระย้าด้วยนะครับ

การเตรียมและติดตั้ง โคมไฟระย้า

โคมไฟระย้า มีทั้งแบบโคมไฟธรรมดาที่ราคาไม่แพง ไม่กี่พันบาทไปจนถึงโคมไฟแชนเดอเลียร์ ที่ประกอบไปด้วยหลอดไฟเล็ก ๆ มากมาย สวยงาม ให้แสงสว่างและความร้อนมาก กินไฟมาก ราคาแพง แนะนำให้เลือกดังนี้

การติดตั้งโคมไฟระย้า จะดูจากน้ำหนัก ของตัวโคมไฟระย้าว่าจะใช้การยึดแบบไหน แต่ที่เห็นๆก็มี 2 แบบ

  1. แบบต้องยิงพุกยึดเข้ากับเพดานปูน – แบบนี้ดีที่สุดสำหรับโคมใหญ่ๆ แข็งแรง แต่การติดตั้งจะยากกว่าอีกแบบเยอะมาก
  2. แบบยึดเข้ากับแผ่นฝ้า – แบบนี้เหมาะกับโคมไฟระย้าที่มีน้ำหนักไม่มาก แต่การติดตั้งจะ่ายกว่าแบบแรกมาก

โดยทั่วไปโคมไฟระย้าคิดราคาเป็นชิ้น เหมือนการซื้อเฟอร์นิเจอร์ปกติ แต่อาจจะมีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการติดตั้งโคมไฟระย้า เนื่องจากแต่ละชิ้นขึ้นอยู่กับโคมไฟระย้าโคมไฟห้อยเพดานแต่ละชิ้นว่าใช้การติดตั้งแบบไหน เราสามารถสอบถามได้กับร้านค้าที่ขายโคมไฟระย้าโคมไฟห้อยเพดานและขอคำแนะนำได้เลย บางแห่งอาจจะมีบริการติดตั้งให้ฟรี ดังนั้นเพื่อไม่พลาดโอกาส อย่าลืมถามคนขายก่อนซื้อโคมไฟระย้าโคมด้วยนะคะ
การติดตั้ง
การติดตั้งโคมไฟระย้า จะดูจากน้ำหนัก ของตัวโคมไฟระย้าว่าจะใช้การยึดแบบไหน ซึ่งมี 2 แบบ
1. แบบต้องยิงพุกยึดเข้ากับเพดานปูน – แบบนี้ดีที่สุดสำหรับโคมใหญ่ๆ แข็งแรง แต่การติดตั้งจะยากกว่าอีกแบบเยอะมาก
2. แบบยึดเข้ากับแผ่นฝ้า – แบบนี้เหมาะกับโคมไฟระย้าที่มีน้ำหนักไม่มาก แต่การติดตั้งจะง่ายกว่าแบบแรกมาก

โคมไฟระย้า

ตำแหน่งที่ติดตั้ง เนื่องจาก chandelier และไฟห้อยเกือบทุกชนิดไม่ชอบลม จึงไม่ควรติดตั้งใกล้ๆ แอร์ หรือพัดลม หรือจุดที่มีกระแสลมพัดผ่าน เพราะกระแสลมที่เกิดขึ้นอาจไปทำให้เม็ดคริสตัลหรือตัวโคมเกิดการสั่น ปลิว และตกลงมาได้ ที่สำคัญ กระแสลมมักจะพัดพาเอาฝุ่นละอองมาด้วย จึงไม่เป็นผลดีกับแชนเดอร์เลียร์แน่นอน

การทำ Support ที่เพียงพอ    ในการเลือกซื้อโคมไฟมีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่งว่า ก่อนซื้อต้องทราบน้ำหนักก่อน จะได้รู้ว่า support ของบ้านสามารถรับน้ำหนักได้หรือไม่

เรื่องการทำ Support เป็นหัวใจสำคัญในการติดตั้งแชนเดอร์เลียร์ เพราะ แชนเดอร์เลียร์ตัวใหญ่ๆ หรือใช้วัสดุแปลกๆ เช่น หิน หรือโลหะ น้ำหนักก็ยิ่งมากขึ้น หากทำ support ไม่เพียงพอกับน้ำหนัก แชนเดอร์เลียร์ก็จะตกลงมาได้ จึงต้องมีการทำ support บนเพดานเพื่อรับน้ำหนักแชนเดอร์เลียร์และเผื่อน้ำหนักไว้เกินกว่าน้ำหนักจริงของแชนเดอร์เลียร์ในกรณีเกิดภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว

ปกติแล้ว จะต้องมีการเผื่อการรับน้ำหนักของ Support ไว้ไม่ต่ำกว่า 30% ซึ่งหากเป็นบ้านยุคใหม่ ส่วนใหญ่แล้ว ช่างผู้รับเหมาก็จะมีการทำ support เผื่อไว้แล้ว ซึ่งหากยังไม่มั่นใจให้ลองสอบถามกับทางผู้รับเหมาก่อนว่า support ที่ทำไว้รับน้ำหนักได้เท่าไร แล้วจึงค่อยมาเลือก chandelier แต่สำหรับบ้านที่สร้างมาก่อนแล้ว อาจต้องมีการทำ support เพิ่มเติมก่อนติดตั้ง

ที่สำคัญอย่าเชื่อผู้จำหน่ายที่บอกว่า ซื้อแล้วสามารถติดตั้งได้เลย เพราะเราเองไม่ทราบว่าฝ้าเพดานของเรารับน้ำหนักได้จริงหรือไม่ หากไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ฝ้าอาจถล่มลงมาได้ นอกจากนี้ ยังควรตรวจสอบกับผู้รับเหมาให้มั่นใจ เพราะมีหลายครั้ง ที่ผู้รับเหมาทำ Support ที่ไม่สามารถรับน้ำหนักของโคมไฟได้จริง

ความเรียบร้อยของบ้าน แนะนำว่า การติดตั้งโคมไฟ ต้องทำหลังจากที่เราแน่ใจแล้วว่า บ้านของเราปลอดจากฝุ่นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำฝ้า การทำผ้าม่าน หรืองานตกแต่งภายในอื่นๆ หรืองานใดก็ตามที่ทำให้เกิดฝุ่น มีลูกค้าหลายรายที่รีบร้อนติดโคมไฟไปก่อนงานส่วนอื่นๆ จะเสร็จ แม้จะมีการห่อหุ้มแชนเดอร์เลียร์ป้องกันฝุ่นแล้วก็ตาม สุดท้ายก็ไม่พ้นมีฝุ่นจับ ต้องเรียกบริการทำความสะอาดมาทำความสะอาดอยู่ดี

แต่หลังจากที่ติดตั้งไปแล้ว ระยะเวลาก็อาจทำให้แชนเดอร์เลียร์หมองได้โดยเฉพาะแชนเดอร์เลียร์ คริสตัล แก้วหรือโลหะ เนื่องจากฝุ่นจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำความสะอาดของแม่บ้าน การเปิด-ปิดม่านที่มีฝุ่น จึงต้องมีการทำความสะอาดบ้างเป็นครั้งคราว

วิธีเลือกโคมไฟระย้า

13516216_1065128870244529_1706270395029442146_n

เลือกให้เหมาะกับสไตล์ของบ้านหรือห้องที่จะติดตั้ อันดับแรกคือ แชนเดอร์เลียร์ต้องเหมาะกับ mood & tone ของบ้าน ต้องดูว่า วัสดุตกแต่ง วอลเปเปอร์ พื้นหรือเฟอร์นิเจอร์สไตล์ไหน เช่น ถ้าบ้านสไตล์ classic  ก็ควรเลือกแชนเดอร์เลียร์ที่มีความรู้สึกหรูหรา อย่างแชนเดอร์เลียร์คริสตัล หรือถ้าบ้านเป็นแนว contemporary  ที่เน้นวัสดุประเภทไม้หรือผ้า ก็ควรเป็นแชนเดอร์เลียร์ที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ เช่น แชนเดอร์เลียร์ไม้ หินอลาบาส ผ้า หรือเหล็ก wrought iron  เพราะบ้านแนวนี้มักจะไม่เหมาะกับแชนเดอร์เลียร์ที่ให้ประกายแสงวูบวาบ ส่วนบ้านที่ modern ก็ควรเลือกแชนเดอร์เลียร์ผ้า แก้วหรือโลหะต่างๆ ที่เป็นรูปทรง freeform ที่ล้อไปกับสถาปัตยกรรมได้

โคมไฟระย้า

เลือกให้เหมาะกับขนาดของห้องหรือพื้นที่   แชนเดอร์เลียร์ที่พอดีกับขนาดของห้อง ควรมีขนาดไม่เกิน 30 % ของพื้นที่ห้อง เช่น ถ้าห้อง ขนาด 6×6 ม. ขนาดความกว้างของแชนเดอร์เลียร์ก็ควรจะอยู่ที่ประมาณ 1.8 ม. เพื่อให้ได้สัดส่วนที่สวยงามลงตัวระหว่างห้องกับแชนเดอร์เลียร์

เรื่องของความสูง ไม่ใช่ว่าจะเลือกติดตั้งตามใจตัวเองได้ เพราะเขาจะมีสูตรกำหนดความสูงของแชนเดอร์เลียร์ ที่ใช้กันทั่วไปคือ ห้องทั่วๆ ไปแล้ว เพดานจะสูงจากพื้นประมาณ 2.5 ม. แชนเดอร์เลียร์จึงต้องอยู่สูงจากพื้นไม่ต่ำกว่า 180 ซม. เพื่อให้สามารถมองเห็นแชนเดอร์เลียร์ได้ในระดับสายตา ไม่สูงจนต้องเงยหน้าขึ้นมองหรือเตี้ยจนชนกับศีรษะได้

ส่วนแชนเดอร์เลียร์ในห้องทานอาหาร โดยมากแล้วจะแขวนอยู่กลางโต๊ะอาหาร ระดับความสูงก็ควรอยู่เหนือศีรษะในระยะที่เมื่อลุกจากโต๊ะอาหารแล้วศีรษะจะไม่ชนกับแชนเดอร์เลียร์ได้  ทาง Burgundy จะแนะนำให้ติดตั้งสูงจากพื้นไม่ต่ำกว่า 180 ซม. เพื่อให้ได้ระยะที่สวยงามและไม่เป็นอันตรายกับผู้ใช้งาน เพราะเวลาที่เราใช้งานในห้องอาหารก็มักจะอยู่ในท่านั่ง ทำให้ความสูงของเราในขณะนั่งลดลง เช่น ถ้าความสูงของคนอยู่ที่ 180 เมื่อนั่งแล้วความสูงจะเหลือไม่เกิน 130 ซม. ก็จะเหลือพื้นที่ว่างระหว่างศีรษะกับแชนเดอร์เลียร์ พอดี

แต่ทั้งหมดก็ไม่ใช่หลักตายตัวเสมอไป เพราะต้องดูที่ความสูงของห้องเป็นหลัก ทุกๆ ความสูงของเพดานที่เพิ่มขึ้น 10 ซม. ก็จะต้องเพิ่มความสูงของแชนเดอร์เลียร์เข้าไปอีก 1 ซม. เช่นกัน

โคมไฟระย้าวิธีทำความสะอาดโคมไฟระย้า

ถึงเวลาเช็ดตัวให้ Chandelier (โคมไฟระย้า)

โคมไฟระย้า หรือ แชนเดอเลียร์ (chandelier) เป็นชื่อเรียกลักษณะของโคมไฟตกแต่ง ที่แขวนบนเพดาน

ปัจจุบันโดยทั่วไป จะพบโคมไฟลักษณะนี้ ตามห้องโถงของสถานที่หรูหรา หากต้องการที่จะให้แชนเดอร์เลียร์ (โคมไฟระย้า) คงความสวยงามแวววับอยู่เสมอ ก็ควรไม่ลืมที่จะดูแล ทำความสะอาด

สำหรับความถี่ในการทำความสะอาดแชนเดอเลียร์ (โคมไฟระย้า) โดยทั่วไปแล้วแชนเดอเลียร์ (โคมไฟระย้า) ควรทำความสะอาดทุก 6 เดือน – 1 ปี  แต่ถ้าหากแชนเดอเลียร์ (โคมไฟระย้า) ติดตั้งไว้ในส่วนของบ้านที่สกปรกง่าย เช่น ห้องครัว หรือบ้านอยู่ใกล้แหล่งที่มีฝุ่นอยู่มาก อาจต้องทำความสะอาดบ่อยขึ้น ความถี่ในการทำความสะอาดอาจจะอยู่ที่ 4 ครั้งต่อปี หรือมากกว่านั้น จะสังเกตได้จากการไม่สะท้อนแสงของคริสตัล  หรือแก้ว  มีฝุ่นปรากฎขึ้น หรือเริ่มขุ่นมัว ก็เหมาะแก่เวลาที่จะทำความสะอาด ซึ่งการดูแลทำความสะอาดแชนเดอเลียร์(โคมไฟระย้า) นั้นทำได้ง่ายๆ ส่วนใหญ่ มีด้วยกัน 2 ตัวเลือก คือ

  1. จ้างบริษัททำความสะอาดที่มีความชำนาญมาจัดการ  ในกรณีที่เป็นแชนเดอเลียร์ (โคมไฟระย้า) ขนาดใหญ่
  2. ทำความสะอาดด้วยตัวเอง  มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

:: ปิดสวิตซ์ไฟโคมไฟระย้าที่ต้องการทำความสะอาด ใช้เทปกาวปิดสวิตซ์โคมไฟระย้า เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครเปิดโคมไฟระย้าในขณะที่ทำความสะอาด

:: ใช้ถุงพลาสติดครอบดวงไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหลอดไฟ

:: ใช้อุปกรณ์เซฟตี้ ที่ใช้ในการป้องกันการหลุดร่วงของโคมไฟระย้า

:: ทำความสะอาดโคมไฟระย้า และควรระมัดระวังไม่ให้ส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าเปียก หลังจากนั้นทำความสะอาดชิ้นส่วนที่ไม่ใช่คริสตัล ด้วยผ้าที่นุ่มจุ่มลงไปในน้ำเพื่อนทำความสะอาด วัสดุ ที่เป็นทองเหลือง สเตนเลส ฯลฯ

:: ตรวจสอบความสะอาด และความเรียบร้อยของโคมไฟระย้า แล้วทิ้งไว้ประมาณ 24 – 48 ชั่วโมง ก่อนที่จะเปิดใช้โคมไฟระย้าอีกครั้ง

ซึ่งการทำความสะอาดนั้น  ก็จะมีเทคนิคที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าแชนเดอเลียร์ (โคมไฟระย้า) นั้นเป็นวัสดุอะไร             เช่น ถ้าเป็นแชนเดอเลียร์ (โคมไฟระย้า) แบบคริสตัล  ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำยาเช็ดกระจก เช็ดทีละเม็ด  ซึ่งต้องระมัดระวังตัวเม็ดคริสตัลกระทบกัน แชนเดอเลียร์ (โคมไฟระย้า) หิน ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี ใช้แค่น้ำเปล่าเช็ดทำความสะอาดก็เพียงพอ แล้วปล่อยให้แห้งเอง  ส่วนแชนเดอเลียร์ (โคมไฟระย้า) โลหะ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำยาขัดเงาที่มีขายทั่วไปเช็ด เป็นต้น

 

4.สไตน์การตกแต่งด้วยโคมไฟระย้าที่ได้รับความนิยม?

ไม่มีความตายตัวในการบ่งบอกว่า โคมไฟระย้าแบบไหนได้รัความนิยมสูงสุด ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ติดตั้ง ดังนั้นผมแนะนำว่า ความนิยมไม่สำคัญเท่าความชอบ ความสบายใจของผู้อยู่ ดังนั้นแนะนำว่าติดโคมไฟระย้าตามแบบที่เราพึงพอใจเหมาะสมกว่ากระแสนิยมครับ

 

5.ตังอย่างโคมไฟระย้าที่สวย สามารถนำมาใช้กับบ้านหรือสถานที่ของเราได้?

โคมไฟระย้าเป็นหนึ่งในสิ่งตกแต่งห้องให้สวยและหรูหรา  อย่างไรก็ตาม  การรู้เกี่ยวกับขนาดที่เหมาะสมและความสูงที่พอเหมาะย่อมช่วยให้คุณแต่งห้อง

โคมไฟระย้าปรับแสงได้ดี  โคมไฟระย้าปรับแสง

ปรับแสงสว่างให้นุ่มนวลด้วยโคมไฟ

ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่นหรือห้องนอน ล้วนต้องการแสงที่มีความนุ่มนวล มองแล้วสบายตา โคมไฟจึงเป็นตัวเลือกที่   เหมาะที่สุดในการตกแต่งห้องเหล่านี้ เพื่อให้แสงที่ช่วยเพิ่มความผ่อนคลายได้เป็นอย่างดีนั่นเอง นอกจากนี้แสงอ่อนๆ จากโคมไฟ ยังให้บรรยากาศที่อบอุ่นเหมาะกับการพักผ่อนอีกด้วย

โคมไฟระย้าห้องนั่งเล่น  โคมไฟระย้าห้องนั่งเล่น

โคมไฟระย้าทำให้รู้สึงถึงความหรู๋หราและความโมเดิร์น

โคมไฟระย้า  เป้นหนึ่งของความหรูหราที่แฝงไปด้วยความโมเดิร์น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสไตล์ที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก เพราะไม่เพียงให้แค่ความอลังการอย่างเดียว แต่ยังให้ความรู้สึกที่ทันสมัย ซึ่งเข้ากับการตกแต่งในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

แต่ไม่ควรตกแต่งเยอะมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ภายในบ้านดูระยิบระยับ และ รู้สึกลายตาได้  ในส่วนของผนังอาจมีการตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์โทนสีเทา  ดำ หรือ น้ำตาลเข้ม  เพื่อเพิ่มมิติให้ภายในบ้าน อีกทั้งยังให้ความรู้สึกเรียบง่าย ทันสมัย และไม่ทำให้ดูหวือหวามากจนเกินไป

 

6.ข้อควรระวังในการเลือกติดโคมไฟระย้า

สำหรับการเลือกโคมไฟระย้า ก็แค่ดูตามความเหมาะสมค่ะ เช่นถ้าแขวนเหนือโต๊ะอาหารก็ไม่ควรแขวนสูงเกินไป เพราะจะได้ดูโคมไปพร้อมกับการดูอาหาร แต่ก็ไม่ควรแขวนจนเตี้ยเกินไป เพื่อระวังหัวโขกเวลาลุกจากที่นั่ง ความสูงของโคมระย้าจากพื้นในกรณีที่แขวนในห้องทั่วไป ควรสูงจากพื้นประมาณ 6.5 ฟุต แต่ไม่ควรสูงเกิน 7 ฟุต แต่ถ้าเป็นโถงโล่งที่มีบันไดไปชั้นสอง ต้องแน่ใจว่าแขวนโคมระย้าส่องสว่างไปถึงบันไดด้วย ถ้าจะให้ดี ปลายสุดของโคมระย้าควรจะอยู่สูงจากพื้นชั้นสองประมาณระดับหัวเข่า

นอกจากนี้ยังต้องระวังเรื่องอื่นๆเช่น โคมระย้าที่ใช้หลอดเปลือย ก็ไม่ควรให้อยู่ใกล้ระดับสายตาคนดู หรือไม่ก็หาปลอกมาหุ้มให้เรียบร้อย และโคมระย้าควรมี dimmer เพื่อปรับระดับของแสงด้วยค่ะ เพื่อความยืดหยุ่นในการใช้งานในเวลาต่างๆของวัน การเลือกโคมระย้าจริงๆแล้วไม่ยากเลยใช่มั้ยคะ เพียงแค่คุณเลือกให้เหมาะสมกับสไตล์และการใช้งาน เท่านี้บ้านก็ดูเก๋ขึ้นมาเป็นกองแล้วค่ะ

 

“เลือกซื้อโคมไฟระย้าทั้งที เลือกที่ถูกและดี กับ One2lamp”

Call Center : 02-333-6232-3

คลิ๊ก! เลือกซื้อโคมไฟระย้าจากร้านค้าของเรา

“เราคัดเลือกโคมไฟและจัดหาได้ตามที่ลูกค้าต้องการ เพราะเราเป็นดิลเลอร์เจ้าใหญ่ที่นำเข้ามา”

“เราขายได้ ราคาถูกกว่าตามท้องตลาด เพราะไม่ผ่านตัวกลาง ไม่บวกราคาเพิ่ม”

“โคมไฟระย้าของเราได้รับคำชื่นชม จากลูกค้าพึ่งพอใจในคุณภาพสินค้า”

“มีหลากหลายให้เลือก เรามีครบทุกแบบ”

“เลือกซื้อกับเราได้แบบที่ถูกใจแน่นอน”

X